Bio fibre



ปลูกผม FUE และ FUT 

พูดถึงปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน หลายคนคงคิดว่าเป็นปัญหาของผู้ชายเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว ผู้หญิงก็ประสบปัญหาเดียวกันไม่น้อยนะคะ พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าเพศไหน อายุเท่าไรก็หนีไม่พ้นปัญหาผมบาง หลายคนวิ่งหาสารพัดวิธี ทั้งใช้ยาปลูกผม นวดหนังศีรษะ ต่อผม ทอผม ใส่วิก เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ผมกลับมาดกดำเหมือนเดิม หมอโอ๋เข้าใจนะคะ เพราะปัญหาผมบางเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทำลายความมั่นใจของใครหลายคน เรียกว่าเป็นปัญหากายภาพที่ส่งผลถึงจิตใจได้อย่างรุนแรงเลยค่ะ บางคนโชคดี ลงทุนแล้วได้ผลลัพธ์เป็นผมดกดำกลับมา แต่บางคนรอแล้วรอเล่า ผมก็ไม่มาให้ชื่นใจสักที วันนี้หมอโอ๋เลยขอแนะนำอีกหนึ่งวิธีซึ่งกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในกลุ่มคนไข้ผมบาง นั่นก็คือ การปลูกผมแบบ FUE และ FUT บางคนอาจเคยได้ยินชื่อเทคนิคทั้งสองวิธีนี้มาก่อน แต่ไม่แน่ใจว่าแตกต่างกันยังไง หรือบางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยก็มี เอาเป็นว่าหมอโอ๋จะอธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบเลยนะคะว่าแต่ละวิธีมีกระบวนการและข้อดีข้อเสียต่างกันยังไงบ้าง 

 

การปลูกผมแบบ FUE และ FUT คืออะไร

ขอเริ่มจาก FUT ก่อนนะคะ FUT คือ การผ่าตัดปลูกผมแบบดั้งเดิมที่แพร่หลายกันจนถึงปัจจุบัน โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดกรีดและลอกหนังศีรษะบริเวณที่ผมแข็งแรงออกมา แล้วเย็บปิดหนังศีรษะบริเวณดังกล่าวไว้ด้วยกัน จากนั้นจึงคัดเลือกเซลล์ผมที่แข็งแรงออกจากหนังศีรษะที่กรีดออกมา เพื่อนำไปเย็บปลูกบริเวณที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน 

 

ส่วนการปลูกผมแบบ FUE แพทย์จะใช้เครื่องมือเจาะลงไปใต้หนังศีรษะเพื่อดึงรากผมออกมาทีละเส้น แล้วจึงทำวิธีเดียวกับ FUT คือ นำมาส่องกล้องจุลทรรศน์ คัดเลือกแต่เซลล์ผมที่แข็งแรง และนำมาปลูกโดยใช้เครื่องมือเจาะเส้นผมฝังลงไปในรูผมเหมือนเดิม แต่เป็นการเอารากผมลงไปปลูกค่ะ

 

ข้อดี - ข้อเสียของการปลูกผมแบบ FUE และ FUT 

เทคนิคการปลูกผมแบบ FUE นิยมเรียกกันเป็นภาษาไทยว่า “การปลูกผมแบบไร้แผลเป็น” ส่วนเทคนิค FUT มักนิยมเรียกกันว่า “การปลูกผมแบบผ่าตัด” ฟังชื่อภาษาไทยแล้วก็คงพอเดาข้อดีข้อเสียกันออกบ้างนะคะ โดยปกติ คนไข้ที่ปลูกผมด้วยวิธี FUT มักมีรอยแผลเป็นยาวบริเวณด้านหลังศีรษะ ซึ่งเป็นรอยเย็บจากการตัดหนังศีรษะออกไปคัดเลือกเซลล์ผมนั่นเองค่ะ แต่นอกจากข้อเสียเรื่องรอยแผลเป็นแล้ว เทคนิคแบบ FUT แทบไม่มีข้อเสียอื่นเลยค่ะ เพราะการเย็บปิดแผลทำให้คนไข้มีโอกาสติดเชื้อน้อยมาก คนไข้บางรายรักษาแผลได้ดี แทบไม่เห็นแผลเป็นเลยก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ สามารถใช้ผมด้านหลังปิดแผลเป็นได้ค่อนข้าง 100 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การปลูกผมแบบ FUT ยังให้จำนวนกอผมหรือที่เรียกกันเป็นหน่วยกราฟท์ได้มากกว่าอีกด้วยค่ะ พูดง่าย ๆ คือ เทคนิค FUT ได้จำนวนผมต่อครั้งมากกว่า เพราะปลูกเส้นผมได้เป็นบริเวณกว้าง  

 

ส่วนเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE แม้จะนิยมเรียกกันในภาษาไทยว่า “การปลูกผมแบบไร้แผลเป็น” แต่หมอโอ๋ไม่ขอเรียกว่าเป็นการปลูกผมแบบไร้แผลเป็น เพราะมีแผลเป็นเกิดขึ้นเหมือนกันค่ะ เพียงแต่แผลเป็นที่เกิดจากการปลูกผมแบบ FUE มีขนาดค่อนข้างเล็กและกระจัดกระจายไปทั่วศีรษะมากกว่า เนื่องจากเป็นการถอนผมมาปลูกทีละจุด ทำให้สังเกตเห็นแผลเป็นได้ยากกว่า นอกจากนี้คนไข้ยังรู้สึกเจ็บแผลน้อยกว่าการปลูกผมแบบ FUT อีกด้วย เพราะไม่มีการตัดหนังศีรษะ แต่ข้อจำกัดของการถอนผมมาปลูกทีละจุดก็คือ การปลูกผมต่อครั้งใช้เวลานาน และทำได้ทีละจำนวนน้อย เนื่องจากต้องค่อย ๆ ทำทีละรูผม หมอโอ๋แอบกระซิบบอกไว้นิดนึงนะคะว่าปัจจุบันนี้แพทย์สามารถนำขนบริเวณอื่นมาปลูกแทนเส้นผมได้ด้วย แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกันเท่าไร เพราะขนแต่ละส่วนของร่างกายมักมีลักษณะต่างกัน โดยทั่วไป แพทย์มักเลือกใช้วิธีนี้สำหรับเคสที่คนไข้แทบไม่มีเส้นผมเหลือให้นำมาปลูกบนศีรษะได้เลยค่ะ

 

FUE หรือ FUT แบบไหนดีกว่ากัน

โดยส่วนตัว หมอโอ๋ขอตอบว่าขึ้นอยู่กับบริเวณและปริมาณผมที่คนไข้ต้องการค่ะ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนไข้ต้องการปลูกผมเพียงพื้นที่ขนาดเล็ก หรือปลูกขนคิ้ว หมอโอ๋แนะนำให้ใช้วิธีแบบ FUE เพราะเป็นบริเวณเล็ก จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก ส่วนคนไข้ที่ต้องการปลูกผมเป็นบริเวณกว้าง เทคนิค FUT ก็น่าจะให้ผลลัพธ์เร็วกว่าและทำเสร็จได้ภายในครั้งเดียว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม รวมถึงข้อจำกัดและความต้องการของคนไข้แต่ละรายด้วยนะคะ สุดท้ายแล้วหมอโอ๋คิดว่าการปลูกผมก็คงไม่ต่างกับการทำศัลยกรรมแบบอื่น ๆ หรอกค่ะที่คนไข้กับแพทย์ควรร่วมกันประเมินให้เกิดความเข้าใจและปรับความคาดหวังให้ตรงกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จริงให้มากที่สุด หลังผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะได้แฮปปี้มีความสุขกันทั้งสองฝ่ายนะคะ 

 

 

 

 

 

 

 

 

Surgery