โบท็อกซ์คืออะไร



โบท็อกซ์คืออะไร

    

    หมอโอ๋เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับชื่อโบท็อกซ์เป็นอย่างดี เพราะเป็นวิธีเสริมความงามยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะดูหนังชาติอะไร ตัวละครก็พูดถึงโบท็อกซ์กันเหมือนเป็นเรื่องปกติ ที่เป็นแบบนี้คงเพราะการฉีดโบท็อกซ์ให้ผลชัดเจน ช่วยให้ใบหน้าเรียวได้รูป และผิวตึงกระชับได้อย่างชัดเจน แต่เอาเข้าจริง พอถามหลาย ๆ คนว่าโบท็อกซ์คืออะไร เชื่อไหมคะว่าขนาดคนที่ฉีดโบท็อกซ์บ่อย ๆ ยังไม่รู้เลยว่าฉีดอะไรเข้าไปในร่างกายเรา แล้วมันมีวิธีทำงานอย่างไร มีข้อควรระวังอะไรบ้าง วันนี้หมอโอ๋เลยขอเล่าเรื่องโบท็อกซ์ให้ทุกคนได้ฟังแบบเจาะลึกในเชิงการแพทย์กันสักหน่อย จะได้หล่อสวยกันอย่างรู้เท่าทันนะคะ

    ที่จริง คำว่า “โบท็อกซ์” หรือ Botox เป็นชื่อทางการค้าที่คนทั่วไปเรียกกันจนติดปากค่ะ สารชนิดนี้มีชื่อเต็ม ๆ ว่า “โบทูลินัม ท็อกซิน” (Botulinum Toxin) ซึ่งเป็นสารสกัดจากแบคทีเรียชื่อ “คลอสติเดียม โบลูทินัม” (Clostidium Bolutinum) จัดเป็นสารพิษออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) โดยใช้วิธีรบกวนระบบประสาท เพื่อส่งผลให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว อย่าเพิ่งตกใจนะคะ ถึงเดิมทีเจ้าสารตัวนี้จะเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ทุกวันนี้ วงการแพทย์ศึกษาเรื่องโบลูทินัม ท็อกซินกันไปไกลจนกล้ารับรองแล้วว่าสามารถนำมาใช้ในการรักษาความผิดปกติทางระบบประสาท และนำมาประยุกต์ใช้ในวงการความงามได้เป็นอย่างดีค่ะ 

โบท็อกซ์ หรือโบทูลินัม ท็อกซินที่ว่าแบ่งออกได้เป็น 7 ชนิด ตั้งแต่ชนิดเอ (Type A) จนถึงชนิดจี (Type G) ซึ่งแต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพและระยะเวลาการออกฤทธิ์แตกต่างกัน ชนิดที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดและเห็นผลยาวนานที่สุดคือ Type A ค่ะ จึงเป็นที่นิยมมากสุดในวงการแพทย์ โดยเฉพาะเรื่องการลบเลือนริ้วรอยตามจุดต่าง ๆ

    

กลไกการทำงานของโบท็อกซ์

    พอรู้แล้วว่าโบท็อกซ์คืออะไร ทีนี้ลองมาดูกันต่อนะคะว่าเจ้าสารที่ว่านี้ทำงานอย่างไร ถึงทำให้ใบหน้าเราเรียวได้รูป และริ้วรอยดูจางลงได้ หมอโอ๋ได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่าโบท็อกซ์ทำงานด้วยการรบกวนระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว หมอโอ๋ขอเล่าให้เห็นภาพนะคะ พอเราฉีดโบทูลินัม ท็อกซินเข้าไป มันจะไปจับส่วนปลายเซลล์ประสาทตรงบริเวณแผ่นเชื่อมกล้ามเนื้อระบบประสาท (Neuromuscular Endplate) และช่องว่างอื่น ๆ ระหว่างเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์หยุดหลั่งสารสื่อประสาท จากนั้นกล้ามเนื้อซึ่งเคยทำงานตามคำสั่งของเซลล์ประสาทก็จะถูกปิดประตูไม่ให้รับคำสั่งใด ๆ ทำให้ไม่มีการหดตัว หรือกลายเป็นอัมพาตเพราะคำสั่งจากเซลล์ประสาทส่งมาไม่ถึงกล้ามเนื้อนั่นเองค่ะ เพราะอย่างนี้โบท็อกซ์ถึงช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อได้

 คุณสมบัติที่ว่าของโบท็อกซ์เป็นประโยชน์อย่างหลายในเชิงการแพทย์นะคะ ทั้งในด้านการเสริมความงามและการรักษาโรคต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ และการยกกระชับใบหน้าอย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดี แต่ทั้งนี้ หมอโอ๋ต้องบอกก่อนว่าโบท็อกซ์ไม่ได้ออกฤทธิ์ถาวระนะคะ แต่จะเริ่มเห็นผลหลังจากฉีดไปแล้ว 1 – 3 วัน เห็นผลสูงสุดหลังฉีดประมาณ 2 สัปดาห์ และออกฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน ก่อนปลายประสาทกลับสู่สภาพปกติ โดยการเปลี่ยนแปลงของเซลล์กล้ามเนื้ออาจยังคงอยู่ต่อไปได้หลังจากยาหมดฤทธิ์แล้วระยะหนึ่ง นี่ไงคะสาเหตุที่เราต้องคอยฉีดโบท็อกซ์ซ้ำเพื่อคงรักษาผลการรักษาไว้ หลังจากผ่านไปประมาณ 3 – 6 เดือน

 

ผลข้างเคียงและข้อยกเว้น

     โบท็อกซ์ถือเป็นสารที่มีความปลอดภัยสูง แต่อย่างที่หมอโอ๋เคยบอกว่าคงไม่มีอะไรไม่มีผลข้างเคียง โบท็อกซ์ก็เช่นกันค่ะ อย่างแรกเลยคือ การฉีดโบท็อกซ์อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด แล้วแต่คนไข้แต่ละราย บางคนอาจเกิดอาการบวมแดงและช้ำได้ ในกรณีคนไข้มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ และอาจก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย โอกาสและความรุนแรงของการเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ ชนิดและความบริสุทธิ์ของโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไป ฉะนั้นการเลือกฉีดโบท็อกซ์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้จึงมีโอกาสลดผลข้างเคียงเหล่านี้ได้เยอะมากค่ะ

       ปัจจุบันมีหมอกระเป๋า และคลินิกเถื่อนเกิดขึ้นเยอะมาก หมอโอ๋ต้องบอกเลยว่ากลัวแทนคนไข้ค่ะ โดยเฉพาะหลายคนที่ชินกับการฉีดโบท็อกซ์แล้ว มักจะไม่ค่อยกลัว ไม่ค่อยระวังตัวเหมือนคนที่ไม่เคยฉีดมาก่อน พอฉีดบ่อยเข้า ก็เริ่มมองหาของถูกขึ้นเรื่อย ๆ หมอโอ๋ย้ำนะคะของถูกไม่ใช่ของดี ของฟรีไม่มีในโลก ประโยคนี้เป็นจริงเสมอ โดยเฉพาะในวงการศัลยกรรมความงาม ไหน ๆ จะทำอะไรกับร่างกายเราแล้ว ศึกษาข้อมูลให้ดีสักนิดนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เอาเป็นว่าไม่ต้องเลือกที่ราคาแพงมาก แต่เอาให้สมเหตุสมผลและมั่นใจได้ว่าปลอดภัยดีกว่าค่ะ

    อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าโบท็อกซ์แบ่งออกเป็นหลายชนิด ชนิดที่มีประสิทธิผลที่สุดและออกฤทธิ์ยาวนานที่สุดคือ Type A แต่แค่นั้นยังไม่พอนะคะ เราต้องดูความบริสุทธิ์ของโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปด้วยค่ะ เรื่องนี้สำคัญมากถึงมากที่สุด อันดับแรกคือ โบท็อกซ์ที่มีสารปนเปื้อนปริมาณสูงทำให้มีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนมากขึ้น อันดับสองที่หลายคนกลัวมากคือ โบท็อกซ์ที่มีความบริสุทธิ์ต่ำทำให้เกิดอาการดื้อยาได้ค่ะ ฉีดครั้งแรกเห็นผลดี แต่พอครั้งถัด ๆ ไป เริ่มรู้สึกไม่ค่อยเห็นผล เห็นผลน้อยลง หมดฤทธิ์เร็วขึ้น บางคนคิดว่าเราคงฉีดบ่อยจนชินหน้าตัวเอง ระวังให้ดีนะคะ ถ้าเกิดอาการดื้อยา ร่างกายของเราจะสร้างแอนตี้บอดี้มาจับโมเลกุลของโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจับตัวกับเซลล์ประสาทได้ ทีนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับฉีดน้ำเปล่า เสียเงินฟรี เจ็บตัวฟรี แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีข้อยกเว้นอีกเล็กน้อยนะคะ คนไข้ที่ห้ามฉีดโบท็อกซ์ ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อระบบประสาท ผู้ป่วยที่มีอาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยที่ใช้ยาบางประเภท โดยเฉพาะสารที่ออกฤทธิ์ในลักษณะใกล้เคียงกับโบลูทินัม ท็อกซิน เช่น ยาปฏิชีวนะกลุ่มอมิโนไกลโคลไซด์ ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยา และมีแผลติดเชื้อบริเวณที่ต้องการฉีด สุดท้ายค่ะ หมอโอ๋ไม่แนะนำให้ฉีดในหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตรนะคะ แม้จะยังไม่มีรายงานยืนยันเรื่องอันตรายต่อคุณแม่และเด็ก แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลรับรองว่าปลอดภัย 100% ค่ะ

ผลข้างเคียงและข้อยกเว้นทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่คนไข้ควรทราบเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นนะคะ หลายคนน่าจะเคยได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าคนนั้นคนนี้ไปฉีดโบท็อกซ์แล้วมีปัญหา ส่วนใหญ่ก็เพราะฉีดโบท็อกซ์โดยไม่รู้ที่มา หรือฉีดกับผู้ไม่มีความรู้เพียงพอแทบทั้งนั้น หมอโอ๋ขอย้ำอีกรอบนะคะว่าก่อนจะทำอะไรกับตัวเรา ศึกษารายละเอียดให้ดี และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ เพราะความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งค่ะ

                                             

 

 

Facial Design