รอยย่นข้างจมูก รอยย่นบุ๋มบริเวณคาง และเส้นกล้ามเนื้อที่คอ



รอยย่นข้างจมูก รอยย่นบุ๋มบริเวณคาง และเส้นกล้ามเนื้อที่คอ 

 

    หมอโอ๋เล่าเรื่องการใช้โบท็อกซ์รักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณยอดฮิตอย่างหน้าผาก ระหว่างคิ้ว รอยตีนกา และริ้วรอยใต้ตาให้ฟังกันไปแล้วนะคะ วันนี้จะขอเล่าเรื่องการใช้โบท็อกซ์รักษาริ้วรอยบริเวณอื่น ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนให้ฟังกันบ้างค่ะ ได้แก่ รอยย่นบริเวณข้างจมูก คาง และลำคอ

รอยย่นข้างจมูก (Bunny’s Lines หรือ Nasal Lines) คือ ริ้วรอยบริเวณข้างจมูกส่วนบน บางรายอาจอยู่สูงขึ้นไปจนถึงช่วงเบ้าตา ริ้วรอยบริเวณนี้เกิดจากการยิ้มหรือหัวเราะ และสื่อให้เห็นถึงความเป็นคนอารมณ์ดีได้ หมอโอ๋ว่าบางคนมีรอยย่นข้างจมูกในระดับเหมาะสมก็ดูน่ารักไปอีกแบบนะคะ แต่คนไข้กลับไม่ชอบเอาซะเลยก็มี นอกจากเกิดจาการยิ้มและหัวเราะตามธรรมชาติแล้ว รอยย่นบริเวณข้างจมูกยังอาจเป็นผลข้างเคียงจากการใช้โบท็อกซ์ยกกระชับบริเวณระหว่างคิ้วหรือเบ้าตาได้เช่นกันค่ะ ซึ่งในกรณีนี้ รักษาได้ง่าย ๆ ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ช่วยตรงรอยย่นในปริมาณเพียงเล็กน้อย  

กล้ามเนื้อที่เป็นสาเหตุของรอยย่นข้างจมูกคือ กล้ามเนื้อนาซาลิส (Nasalis) ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเหมือนหูรูดของจมูกที่คอยกดปลายจมูกและขยายรูจมูก การรักษารอยย่นบริเวณจมูกสามารถทำได้ด้วยการฉีดโบทูลินัม ท็อกซินไปบริเวณกล้ามเนื้อนาซาลิสนี่แหละค่ะ โดยฉีดทั้งสองด้านของจุดกึ่งกลางจมูกส่วนบนทั้งหมด 1 – 2 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับความยาวของจมูกคนไข้ นอกจากนี้ยังควรฉีดตรงบริเวณตื้น  ๆ และฉีดในตำแหน่งเหมาะสมเท่านั้น เพราะหากฉีดห่างเกินไป คนไข้มีโอกาสริมฝีปากบนตก ทำให้ปิดปากไม่ได้และมีปัญหาเรื่องการพูด ในตำรายังบอกเอาไว้ด้วยค่ะว่า ถ้าตัวยากระจายไปอุดตันกล้ามเนื้ออื่น ๆ อาจส่งผลให้คนไข้มีอาการเห็นภาพซ้อนได้ด้วย

    มาต่อกันที่คางนะคะ ริ้วรอยบริเวณคางมักมีลักษณะเป็นรอยบุ๋มหรือขรุขระ บางรายอาจปรากฏให้เห็นเฉพาะตอนพูดเท่านั้น กล้ามเนื้อเจ้าปัญหาของบริเวณคางคือ กล้ามเนื้อเมนทาลิส (Mentalis) ซึ่งทำหน้าที่ยกหรือย่นผิวหนังบริเวณคาง และยื่นริมฝีปากล่าง เมื่อเราอายุมากขึ้นจนเส้นเอ็นและขากรรไกรล่างเริ่มหมดกำลัง ประกอบกับชั้นไขมันบนใบหน้าลดน้อยลง การหดตัวของกล้ามเนื้อเมนทาลิสก็จะทำให้เกิดรอยย่นบุ๋มตรงผิวหนังบริเวณคางได้โดยถาวร

    การใช้สารโบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อเมนทาลิสจะส่งผลให้ผิวหนังบริเวณปลายคางเนียนเรียบ มองเห็นรอยย่นบริเวณคางลดน้อยลง สำหรับการฉีด ต้องฉีดทั้งหมดสองตำแหน่ง คือ ด้านซ้ายและด้านขวาของกล้ามเนื้อเมนทาลิส โดยเว้นระยะห่างจากริมฝีปากล่างอย่างน้อย 3 เซนติเมตร และฉีดให้อยู่ชิดกึ่งกลางมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ยากระจายตัวไปรบกวนกระบวนการทำงานกล้ามเนื้ออื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง

    การฉีดโบท็อกซ์แก้ไขรอยย่นบุ๋มบริเวณคางถือเป็นการรักษาที่มีความเสี่ยงผิดพลาดค่อนข้างต่ำ แต่หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นละก็ ถือว่าเรื่องใหญ่เลยค่ะ เพราะการใช้ปริมาณยามากเกินไปหรือฉีดผิดตำแหน่งอาจส่งผลให้คนไข้สูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนล่างบนใบหน้า ทำให้ปิดปากไม่ได้ ปากเบี้ยวเวลารับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรืออ้าปากพูด การรักษารอยย่นบริเวณคางด้วยโบท็อกซ์จึงควรระมัดระวังไม่ใช้ปริมาณยามากเกินไปเพื่อคงการทำงานของกล้ามเนื้อเมนทาลิสไว้ในระดับเพียงพอ

    ไล่ลงมาอีกนิดก็จะเจออีกริ้วรอยที่น่าหงุดหงิดไม่แพ้กัน หลายคนบอกว่าถ้าอยากดูอายุจริงใคร ให้มองที่คอเพราะศัลยกรรมไม่ได้ อันนี้ไม่จริงนะคะ เพราะปัจจุบัน เราใช้โบท็อกซ์รักษารอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอได้แล้ว ริ้วรอยบริเวณคอเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะแถบนูนยาวเป็นเส้นไปตามลำคอ หรือมีชื่อทางการแพทย์ว่า Platysmal Bands โดยเส้นกล้ามเนื้อดังกล่าวจะยิ่งปรากฏชัดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แสดงสีหน้าต่าง ๆ ขณะพูด และกลายเป็นริ้วรอยถาวรได้เช่นเดียวกับรอยย่นบริเวณอื่น

    กล้ามเนื้อพลาทิสมา (Platysma) คือ กล้ามเนื้อบริเวณคอ ตั้งแต่ขากรรไกรล่างไล่ไปจนถึงไหปลาร้า ทำหน้าที่ดึงมุมปากล่างลงและช่วยในการอ้าปาก ระหว่างหดตัว กล้ามเนื้อพลาทิสมาจะปูดขึ้นทำให้เห็นเป็นแนวยาวชัดเจนจนกลายเป็นเส้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ การฉีดโบท็อกซ์ลดเส้นกล้ามเนื้อบริเวณคออาจต้องใช้ยาปริมาณมากตามจำนวนเส้นกล้ามเนื้อที่ปรากฏ โดยใช้วิธีฉีดเข้าเส้นกล้ามเนื้อโดยตรงจากด้านบนไล่ลงด้านล่าง เว้นระยะห่างในเส้นกล้ามเนื้อเดียวกันจุดละ 2 เซนติเมตร ระหว่างฉีดอาจมีเลือดออกเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ส่วนข้อควรระวังคือ ห้ามฉีดลึกเกินไป เพราะอาจทำให้ตัวยากระจายสู่กล้ามเนื้อบริเวณอื่นทำให้คนไข้มีปัญหากลืนอาหารหรือพูดคุยได้ไม่ปกติ 

    ย้ำกันอีกครั้งนะคะว่าการฉีดโบท็อกซ์ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่ที่จริงแล้วการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละส่วนบนใบหน้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก การรักษาริ้วรอยด้วยโบท็อกซ์จึงต้องพิจารณาทั้งตำแหน่งและปริมาณยาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง เหมือนที่หมอโอ๋และ (เชื่อว่า) หมอท่านอื่น ๆ พูดเสมอนะคะว่าการแก้ปัญหาเรื่องศัลยกรรมทำได้ก็จริง แต่ถึงยังไงก็ไม่ 100% ทางที่ดีตัวคนไข้เองควรร่วมมือกับหมอ ป้องกันไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่แรกจะดีที่สุดค่ะ อย่าเอาหน้าของเราไปเสี่ยงเลย

Facial Design